ให้คะแนนกระทู้:
  • 2 โหวต - 3.5 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
รวบรวมเรื่องราวในวงการ Bitcoin [2008-2017]
#1
Photo 
[Image: 0.png]










[Image: 1.png]

Satoshi Nakamoto(นามแฝง) หรือบิดาแห่งBitcoin ได้นำเสนอ whitepaper เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิตอลของเค้าสู่ชาวโลกครั้งแรก 
ผ่านเว็บไซต์ bitcoin.org และ metzdowd โดยยึดไอเดียที่ว่าไม่ต้องการให้ค่าเงินถูกควบคุมโดยรัฐบาลหรือสถาบันการเงินใดๆก็ตาม 
Satoshi เริ่มเขียนโค๊ดพัฒนาบิทคอยน์ตั้งแต่ปี 2007, นำเสนอ whitepaper ปี 2008 และคลอด Bitcoin version 0.1 ในปี 2009 

Satoshi ยังคงพัฒนาซอฟต์แวร์บิทคอยน์เรื่อยมาจนถึงช่วงปี 2010 ก่อนที่จะส่งต่อข้อมูลทั้งหมดให้ Gavin Andresen (ซึ่งดำรงตำแหน่ง Bitcoin core development lead และ Bitcoin foundation จนถึงปี 2016) บัญชีของ Satoshi ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีบิทคอยน์ครอบครองมากที่สุดในโลกถึง 1ล้าน BTC กระจายอยู่พันกว่าบัญชี
ซึ่งบิทคอยน์ของเค้าส่วนใหญ่นั้นมาจากในช่วงเวลาเริ่มต้นทดลองพัฒนาบิทคอยน์ จนกระทั่งสิงหาคมปี 2017 Bitcoin Cash ได้เกิดขึ้น
ทำให้เค้ามีทรัพย์สินรวมใน cryptocurrency ถึง 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

Satoshi Nakomoto หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในโลกออนไลน์ทั้ง bitcoin.orgbitcointalkmetzdowdp2pfoundation ตั้งแต่ปี 2010 

จนกระทั่งเค้ากลับมาอีกครั้ง ด้วยข้อความสั้นๆบนเว็บไซต์ p2pfoundation ว่า “I am not Dorian Nakamoto”  หลังมีข่าวลือมากมายว่า Dorian Satoshi Nakamoto (ชาวญี่ปุ่น-อเมริกาในภาพ) ทำงานเป็น system engineer ในโปรเจกต์ลับๆของรัฐบาลและยังทำงานร่วมกับบริษัทการเงิน เป็น Satoshi ตัวจริงผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาบิทคอยน์

[Image: 25b6.png] Bitcoin คืออะไร : 
อ่านที่นี่
[Image: 25b6.png] Bitcoin Whitepaper : ดูได้ตรงนี้
[Image: 25b6.png] “I am not Dorian Nakamoto” : ปรากฎตัวอีกทีในรอบ 5 ปี






[Image: 2.png]

ณ เวลาตี 3 ของวันที่ 12 มกราคมปี 2009 transaction แรกของโลกเกิดขึ้นที่บล็อกหมายเลข 170 เมื่อ Satoshi ทำการทดลองระบบโอนบิทคอยน์จำนวน 10 BTC ให้กับ Hal Finney ทำให้ Finney กลายเป็นผู้รับบิทคอยน์คนแรกของโลก

Hal Finney เป็นวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ผู้คิดค้นระบบ Proof-of-work ได้สำเร็จคนแรกของโลก เขาเป็นหนึ่งในนักพัฒนาบิทคอยน์รุ่นบุกเบิกและพักอาศัยอยู่ในเมืองเดียวกับ Satoshi นานถึง10ปี เสียชีวิตเมื่อปี 2014 ด้วยอาการป่วยอัมพฤกษ์เรื้อรัง และร่างของเขาถูกบริจาคให้องค์กร Alcor Life ในสหรัฐเพื่อทำการแช่แข็งร่างกายในอุณหภูมิติดลบ รอเวลาในอนาคตที่เทคโนโลยีจะสามารถรักษาโรคของเขาและทำให้กลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้

[Image: 25b6.png] ภาพ Nakamoto(ซ้าย) และ Finney(ขวา) ในหนังสือรุ่นโรงเรียนมัธยม South Pasadena ปี1947 : 
ดูได้ที่นี่






[Image: 3.png]

เว็บไซต์ New Liberty Standard เปิดรับซื้อ-ขาย Bitcoin ขึ้นครั้งแรกของโลก
โดยเรทราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1578 BTC ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ โดยเรทราคาได้คิดคำนวณมาจากค่าไฟฟ้าจากการ mining ในปีนั้น

[Image: 25b6.png] snapshot เว็บไซต์เมื่อช่วงปีี 2009 : ดูได้ที่นี่






[Image: 4.png]

การใช้จ่ายด้วยบิทคอยน์ครั้งแรกในโลกได้เกิดขึ้น เมื่อนาย Laszlo Hanyecz ได้ทำการตั้งกระทู้ขอซื้อพิซซ่าด้วยบิทคอยน์ผ่านเว็บบอร์ด bitcointalk ในจำนวน 10,000 BTC ต่อพิซซ่าสองถาด โดยเค้าระบุว่าไม่แคร์ที่จะสั่งหรือทำเองมาส่งที่บ้านก็ได้ สองวันถัดมา เค้าได้ทำการโพสภาพที่ท่านเห็นกันอยู่นี้เพื่อยืนยันว่าเค้าได้รับพิซซ่าจากร้าน Papa John โดยมีคนซื้อมาส่งให้เป็นที่เรียบร้อย

3 เดือนผ่านไป กลายเป็นเรื่องฮือฮาในสังคมบิทคอยน์อย่างมาก เค้าแอบแซวในคอมเมนต์ตัวเองอีกทีว่า ผมคงไม่กล้าสั่งพิซซ่าในราคานั้นอีกต่อไปแล้วหละเพราะ mining บิทคอยน์ไม่สามารถได้จำนวนเท่าเมื่อก่อนอีกแล้ว

[Image: 25b6.png] กระทู้สั่งพิซซ่าของนาย Laszlo : 
ดูได้ที่นี่






[Image: 5.png]

Mt.Gox เป็นเว็บไซต์ซื้อ-ขาย Bitcoin ตั้งอยู่ที่เมืองโตเกียวประเทศญี่ปุ่น เปิดทำการในช่วงปี 2010-2014 กว่า70%ของบิทคอยน์ transaction ในสมัยนั้นมาอยู่ที่นี่หมด
ถือว่าเป็นเว็บไซต์ซื้อขายบิทคอยน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ถูกแทนที่ด้วย Bitfinex ในปี2016)

กุมภาพันธ์ปี 2014 Mt.Gox ถูกสั่งปิดและหยุดการซื้อ-ขาย Bitcoin ในเว็บไซต์ เนื่องจากมีคำสั่งศาลสั่งฟ้องในฐานะล้มละลายและถูกลูกค้าหลายคนยื่นฟ้องเช่นกัน

Mt.Gox ประกาศว่ากว่า 850,000 BTC ของลูกค้าทั้งหมดได้ถูกขโมยหายไป ถึงแม้ภายหลังจะสามารถค้นพบเจอกลับมา 200,000 BTC และส่งคืนให้แก่ลูกค้า

สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการถูก hack, ฉ้อโกง และการบริหารภายในอย่างล้มเหลว ในปี 2015 หลักฐานชิ้นใหม่ถูกค้นพบว่าจริงๆแล้วบิทคอยน์เกือบทั้งหมดหายไปจากการถูก hack ออกจากเว็บไซต์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งเป็นปีเดียวกับ CEO ชาวฝรั่งเศสคนใหม่ Mark Karpeles(ในภาพ) ได้ซื้อกิจการและดำเนินการต่อจากเจ้าของคนก่อน

[Image: 25b6.png] อ่านเรื่องราว Mt.GOX ได้ต่อ :
ที่นี่






[Image: 6.png]

เย็นวันที่ 8 สิงหาคม ปี 2010 เมื่อ Jeff Garzik หนึ่งใน bitcoin developer สังเกตุเห็นความผิดปกติของจำนวน BTC ใน block หมายเลข74638 
ว่ามี การโอนจำนวนเงินสูงถึง9หมื่น2พันล้าน BTC หรือค่าสูงสุดที่ตัวแปร int ในภาษาคอมพิวเตอร์สามารถคำนวณได้ 

สาเหตุมาจากช่องโหว่ในตัวโค๊ด ถ้าเรานำจำนวนตัวเลขที่มากที่สุดในตัวโปรแกรมมาบวกเข้าด้วยกันจะทำให้ได้ค่าที่ติดลบ พอทำการโอนจึงไม่ถูกคิดค่าธรรมเนียม 
เมื่อมีคนพบช่องโหว่นี้จึงเขียนซอฟต์แวร์พิเศษขึ้นมาเพื่อฉวยโอกาสจากช่องโหว่นี้

เหตุการณ์ครั้งนั้นได้มีการเตรียม patch แก้ปัญหาเรื่องช่องโหว่นี้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่ Satoshi จะตื่นซะอีก
โดยวิธีการแก้คือการ fork Block ก่อนหน้าที่จะเกิดปัญหาขึ้นมาเป็นสายใหม่ ทำให้ธุรกรรมการเงิน Block ที่เกิดหลังจาก Block หมายเลข 74638 ถูก cancle ทั้งหมด 

[Image: 25b6.png] Block หมายเลข 74638 : 
https://bitcointalk.org/index.php?topic=822.0 
[Image: 25b6.png] Patch แก้จาก Satoshi : 
https://bitcointalk.org/index.php?topic=827.0






[Image: 7.png]

user หนึ่งในเว็บบอร์ด bitcointalk นามว่า Allinvain ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า Bitcoin จำนวน 25,000 BTC ถูกขโมยไปจาก wallet เค้า 
ทั้งๆที่เค้าทำการ backup ไฟล์ wallet และเข้ารหัสไว้บนเว็บไซต์ถึง 3 ที่และ usb อีก 1 ที่ เหลือเพียงแต่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เค้าเปิดใช้งานตลอดเวลาเท่านั้น

Allinvain เป็นหนึ่งในผู้ลงทุนยุคแรกๆของบิทคอยน์ เค้ามีความฝันว่าในอนาคตจะนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนเกี่ยวกับการทำ Bitcoin ให้ใช้จ่ายได้ง่ายผ่าน Ebay เพียงแค่2วันหลังจากเค้าคิด บิทคอยน์ก็ถูกขโมยไปซะแล้ว โดยภายหลังเจ้าตัวพยายามจะเขียนโปรแกรมเพือ track ร่องรอยความเคลื่อนไหวของบัญชีของโจร แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จที่จะตามจับผู้ใช้รายนั้นได้จริงๆ 

รู้งี้ควรจะแยกเงินออกเป็นหลายบัญชีและควรย้ายไฟล์ที่ไม่ได้เข้ารหัสไปไว้บนที่ linux แทน Allinvain จึงทิ้งเรื่องนี้ไว้เป็นกรณีศึกษาแก่คนอื่นต่อไป

หลังจากนั้นก้ทำการขายบิทคอยน์ที่ hacker ทีิ้งไว้ต่างหน้าเพียงน้อยนิด แล้วกลับไปใช้ชีวิตใช้เงินกระดาษและเก็บไว้ในธนาคารดังเดิม

[Image: 25b6.png] กระทู้โพสขอความช่วยเหลือของนาย Allinvain :
ดูได้ที่นี่






[Image: 8.png]

มูลค่าตลาด Bitcoin แตะพันล้านเหรียญสหรัฐครั้งแรก






[Image: 9.png]

วงการ CryptoCurrency และ Blockchain ต้องจดจำอีกครั้ง 
เมื่อหนุ่มน้อยชาวรัสเซียวัยเพียง 21 ปีนำเสนอ Ethereum โปรเจกต์และ smart contract ขึ้นในช่วงหน้าร้อนปี 2015


Vitalik Buterin หนุ่มน้อยชาวรัสเซีย บิดาแห่ง Ethereum เกิดที่ประเทศรัสเซียและใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่ในประเทศแคนาดา
ปัจจุบันอาศัยอยู่ในสิงคโปร์ ในช่วงวัยเด็กนั้น Vitalik เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ เค้าเริ่มเรียนเลข, ภาษาคอมพิวเตอร์และเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่ป.3 (เทียบเท่าประเทศไทย) 
Vitalik เริ่มเกลียดระบบ centralized ตั้งแต่วัยเด็ก เค้าเป็นเหมือนเด็กคนอื่นๆในแคนาดาที่ชื่นชอบเล่นเกม world of warcraft เป็นอย่างมาก จนวันหนึ่ง Blizzard เจ้าของค่ายเกมได้ทำการลบระบบค่าความเสียหายออกจากตัวละครที่เค้าเล่นอยู่เป็นประจำ ทำให้เค้าเสียใจเป็นอย่างมากและตระนึกถึงความเลวร้ายของระบบ centralized

Vitalik รู้จักบิทคอยน์จากคุณพ่อในวัย 17 ปี แล้วเริ่มทำการเขียน blog เล็กๆในเว็บไซต์เค้าเองเกี่ยวกับบิทคอยน์ จนกระทั่งพบ Mihai Alisie และร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ BITCOIN MAGAZINE ขึ้น ช่วงมัธยม Vitalik เคยเข้าร่วมการแข่งโอลิมปิกด้านคอมพิวเตอร์และได้รับเหรียญทองแดงด้วย หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมเค้าได้ออกเดินทางทั่วโลกเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการ coding ไม่นานนักเค้าก็กลับมาประเทศแคนาดาและเริ่มเขียน whitepaper Ethereum ในวัยเพียง19ปี !!

เค้าได้รับทุนการศึกษาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชื่อดังในประเทศแคนาดา Waterloo ก่อนที่จะตระหนักว่าเค้าควร drop เรียนออกมาสานต่อโปรเจกต์ Ethereum แบบ fulltime จนถึงปัจจุบัน

Vitalik ยังคงเดินทางทั่วโลกเพื่อร่วมการอภิปราย Blockchain , พัฒนาซอฟต์แวร์บางโปรเจกต์รวมถึงเป็น advisor ให้หลายๆ ICO ชื่อดังอย่าง OMG และ kyber network อีกด้วย

[Image: 25b6.png] ประวัติ Vitalik Buterin :
อ่านต่อได้ที่นี่ 
[Image: 25b6.png] Ethereum คืออะไร :
ดูได้ที่นี่






[Image: 10.png]

เดือนมิถุนายน ปี2016 เมื่อ Ethereum comunity ได้สังเกตุถึงความผิดปกติของเงินกองทุน DAO (เป็น smart contract ที่ให้ใครก็ได้มาเสนอโปรเจกต์ที่อยากทำ และให้ผู้ที่ถือ tokem dao มีสิทธิโหวต ถ้าคะแนนเห็นด้วยเป็นมติเอกฉันท์คนนั้นก็รับเงินทุนไปพัฒนาโปรเจกต์ Blockchain ที่ต้องการได้)


เมื่อมีคนใช้ช่องโหว่ของระบบ DAO ทำการแลกเปลี่ยน token dao เป็น Ether ซ้ำๆหลายๆรอบ
เนื่องจากการทำงานของระบบตอนนั้น จะทำการส่ง Ether ให้ผู้รับก่อนที่จะทำการ update transaction ที่เหลือของผู้ถือ dao ภายหลัง ทำให้มีผู้ใช้ช่องโหว่นี้เจาะระบบได้เงินไปกว่า 3.6ล้าน Ether ภายใน1ชั่วโมงแรก ส่งผลให้ราคาในตลาดซื้อ-ขาย Ether ร่วงไปกว่า 40 % แต่อยู่ดีๆเค้าก็หยุดการกระทำนั้นไปซะดื้อๆ ทีมงาน Ethereum จึงรีบเข้าควบคุมสถานการณ์ โดยการแก้ปัญหาครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองวิธี soft-fork และ hard-fork

Soft-fork : Vitalik เสนอการแก้ปัญหาโดยที่ไม่มีการเขียน Block หรือแก้ไข transaction ขึ้น แต่จะทำการติดตั้ง switch สำหรับบัญชีคนที่ขโมยเงินออกจากระบบ เพื่อเป็นการแช่แข็งธุรกรรมการเงินของคนนั้นอย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถโอนเข้า-ออกได้อีกต่อไป

Hard-fork : ด้วยจำนวน Ether ถูกขโมยออกไปจากระบบส่งผลกระทบถึง 15 % ของจำนวนทั้งหมดในระบบขณะนั้นและเป็นการคลี่คลายวิกฤตอย่างรวดเร็ว มีการเสนอวิธีแก้ปัญหาโดยการเขียนซอฟต์แวร์เพื่อ re-write Block ซื้อเหรียญ Ether คืนทั้งหมดจากผู้เคยขาย DAO คืน และให้ผู้ถือ DAO กลับมาแลกเป็น Ether ใหม่ดังเดิม 


[Image: 25b6.png] เหตุการณ์การเจาะระบบ DAO ฉบับเต็ม : อ่านต่อได้ที่นี่






[Image: 11.png]

เริ่มต้นกับปี 2017 ปีทองและความรุ่งเรืองของ ICO
บาง ICO สามารถระดมทุนได้ระดับพันล้านบาทภายในไม่กี่วินาที โดยที่ไม่จำเป็นต้องโชว์ product ของตัวเองด้วยซ้ำ รวมถึงดาราซุปเปอร์สตาร์เหล่าเซเลปดังก็เข้ามาร่วมวงแจมเปิดตัว ICO กันเป็นว่าเล่นไม่ว่าจะเป็น Floyd Mayweather, Paris Hilton, Luis Suarez 


[Image: 25b6.png] ICO คืออะไร : ดูที่นี่


 



[Image: 12.png]

WannaCry หนึ่งใน ransomware ที่ทำการเข้าควบคุมคอมพิวเตอร์เหยื่อ โดยทำการล็อคข้อมูลทั้งหมด และเรียกค่าไถ่เป็น Bitcoin เป็นจำนวนเงินไทยกว่า 100,000 บาทเพื่อแลกกับการปลดล็อคคอมพิวเตอร์ ซึ่งส่งผลเป็นเงินจำนวนกว่า 4ล้านบาทถูกจ่ายไปยังบัญชีกลุ่ม hacker

เหตุการณ์ในครั้งนั้นสร้างความปั่นป่วนแก่บริษัทและผู้คนบนโลกกว่า 150 ประเทศ หรือตีเป็นจำนวนกว่า230,000เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูก ransomware นี้เข้าควบคุม 

หลายโรงพยาบาลถูกล็อคไม่ให้เข้าถึงข้อมูลผู้ป่วย บริษัท FedEx และบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมในสเปนก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน

ผ่านไป3เดือนกับเหตุการณ์ครั้งนั้น มีคนสังเกตุถึงการเคลื่อนไหวของบัญชี hacker ทั้ง 3 บัญชี 
โดย hacker ทำการแปลงค่าเงินบิทคอยน์ส่วนนึงไปเป็น Monero (ซึ่งเป็นสกุลเงินคริปโตที่ไม่สามารถ track ต่อได้ถ้าถูกโอนไปที่บัญชีอื่น) และบางส่วนถูกนำไปซื้อของในตลาดมืดผ่านการใช้จ่ายด้วยบิทคอยน์ 

เหตุการณ์ทั้งหมดถูกโยงถึงกลุ่ม hacker นามว่า The Lazarus Group ในเกาหลีเหนือ
เพราะไม่ว่าจะเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยจาก Google, Kaspersky และ Symmantec ต่างระบุว่า WannaCry คือโค๊ดชุดเดียวกันกับที่ใช้เล่นงานบริษัท Sony ในปี 2014 และธนาคารในประเทศบังคลาเทศในปี 2016







[Image: 13.png]

ในเดือนมิถุนายนปี 2017 มีจำนวนมากกว่า 1,000 CryptoCurrency และ CryptoAsset 
ที่ถูก list ในตลาดซื้อ-ขาย คิดเป็นมูลค่าโดยรวมมากกว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ






[Image: 14.png]

ในเมื่อ VISA และ MASTER CARD สามารถรองรับธุรกรรมการเงินได้ถึง 1,600 transactionต่อวินาที
แต่ทำไม Bitcoin ในปี2017 ถึงมีความสามารถรอบรับได้เพียง 4 transactionต่อวินาที

ตรงกับเวลาตี1บ้านเรา Block หมายเลข 478559 ถูกเขียนขึ้น
Bitcoin Cash สกุลเงินคริปโตที่แตกสายมาจาก Bitcoin ถือกำเนิดด้วยคอนเซปที่ว่าสามารถรองรับการทำธุรกรรมการเงินได้รวดเร็วและมากกว่า

ส่งผลให้หลายเว็บไซต์เทรดดิ้งออกมาประกาศให้หยุดทำธุรกรรมการเงินทั้งหมดในช่วงวันนั้นเพื่อรองรับการเกิด
ขึ้นใหม่ของเหรียญ BITCOIN CASH ซึ่งผู้ที่ครอบครอง BITCOIN ในวันที่ 31 กรกฎาคม ได้รับ BITCOIN CASH เป็นจำนวนเดท่ากับที่เคยถือ BITCOIN ฟรีเพื่อเป็นการเริ่มต้นของสกุลเงินคริปโตใหม่นี้

[Image: 25b6.png] เหตุจูงใจที่ต้องมี BITCOIN CASH : อ่านต่อได้ที่นี่






[Image: 15.png]










[Image: 16.png]
 ติดตามพวกเราทาง Twitter ได้ที่ https://twitter.com/cryptothailand 
 ติดตามพวกเราทาง FB ได้ที่ https://www.facebook.com/cryptothailand 
ค้นหาโพสต์ของสมาชิก